ผู้เช่าหายไป แต่ของอยู่เต็มห้อง ทำอย่างไรดี

brown wooden chess piece on brown book
June 1, 2026

ปัญหาที่เจ้าของห้องพัก อพาร์ตเมนต์ หอพัก หรือบ้านเช่าพบบ่อย คือ ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ติดต่อไม่ได้ หายไปจากห้อง แต่ของยังอยู่เต็มห้อง ทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือทรัพย์สินส่วนตัวต่าง ๆ

หลายคนคิดว่า “ห้องก็เป็นของเรา ผู้เช่าก็ไม่จ่ายค่าเช่าแล้ว ทำไมจะเปิดห้องเข้าไปไม่ได้” หรือ “ของอยู่ในห้องเรา จะขนออกไปเก็บไว้ก่อนก็น่าจะได้”

แต่ในทางกฎหมาย เรื่องนี้ต้องระวังมาก เพราะแม้ผู้ให้เช่าจะเป็นเจ้าของห้อง แต่ในระหว่างที่สัญญาเช่ายังมีผล หรือผู้เช่ายังถือว่าเป็นผู้ครอบครองห้องอยู่ ผู้ให้เช่าไม่ควรเข้าไปในห้อง ย้ายของ ตัดกุญแจ หรือเอาทรัพย์สินของผู้เช่าออกมาเองโดยไม่มีขั้นตอนที่เหมาะสม เพราะอาจถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ลักทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ หรือถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายภายหลังได้

บทความนี้จะอธิบายว่า ถ้าผู้เช่าหายไป แต่ของยังอยู่เต็มห้อง เจ้าของห้องควรทำอย่างไรให้ถูกต้องและลดความเสี่ยงทางกฎหมาย

เจ้าของห้องเข้าไปในห้องเองได้ไหม

โดยหลักแล้ว ไม่ควรรีบเข้าไปในห้องเองทันที แม้ห้องจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่า เพราะการให้เช่าเป็นการให้ผู้เช่าใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินตามระยะเวลาที่ตกลงกัน ผู้เช่าจึงมีสิทธิครอบครองและใช้ห้องตามสัญญาเช่า

ถ้าผู้ให้เช่าเปิดห้องเข้าไปเองโดยไม่มีการบอกเลิกสัญญา ไม่มีเหตุฉุกเฉิน ไม่มีพยาน ไม่มีการบันทึกหลักฐาน หรือเข้าไปย้ายทรัพย์สินของผู้เช่า อาจเกิดปัญหาได้ เช่น

  • ผู้เช่ากลับมากล่าวหาว่าของหาย
  • ผู้เช่าแจ้งความว่าผู้ให้เช่าบุกรุก
  • ผู้เช่าเรียกค่าเสียหาย
  • ผู้เช่ากล่าวหาว่าทรัพย์สินถูกทำลายหรือสูญหาย
  • กลายเป็นข้อพิพาทที่เสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเจ้าของห้องต้องทำให้เห็นว่าไม่ได้เข้าไปโดยพลการ ไม่ได้มีเจตนาเอาทรัพย์สินของผู้เช่า และได้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างสุจริต

ขั้นตอนแรก: ตรวจสัญญาเช่าก่อน

ก่อนดำเนินการใด ๆ ควรนำสัญญาเช่ามาตรวจให้ละเอียดว่าในสัญญามีข้อความเกี่ยวกับกรณีผู้เช่าผิดนัด ไม่จ่ายค่าเช่า ทิ้งทรัพย์สินไว้ หรือผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าตรวจห้องหรือไม่

ข้อความที่ควรตรวจ เช่น

  • กำหนดชำระค่าเช่าวันไหน
  • ถ้าไม่จ่ายค่าเช่ากี่วันถือว่าผิดสัญญา
  • ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเมื่อใด
  • ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าตรวจห้องในกรณีใดบ้าง
  • กรณีผู้เช่าทิ้งของไว้ จะถือว่าสละการครอบครองหรือไม่
  • มีข้อกำหนดเรื่องการเก็บรักษาหรือจำหน่ายทรัพย์สินของผู้เช่าหรือไม่
  • มีเบอร์โทร ที่อยู่ หรือบุคคลติดต่อฉุกเฉินของผู้เช่าหรือไม่

ถ้าสัญญาเขียนไว้ชัด จะช่วยให้ผู้ให้เช่าดำเนินการได้ง่ายขึ้น แต่แม้มีข้อความในสัญญา ก็ยังควรทำอย่างรอบคอบ ไม่ควรเปิดห้องหรือขนของโดยไม่มีพยานและไม่มีการบันทึกหลักฐาน

ถ้าผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ต้องบอกเลิกสัญญาก่อน

กรณีผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่า ผู้ให้เช่าควรทำหนังสือทวงถามและบอกกล่าวให้ชำระค่าเช่าก่อน โดยเฉพาะการเช่าที่ชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน ควรให้เวลาผู้เช่าชำระค่าเช่าไม่น้อยกว่า 15 วัน

หนังสือบอกกล่าวควรระบุให้ชัดเจน เช่น

  • ผู้เช่าค้างค่าเช่าเดือนใดบ้าง
  • จำนวนเงินที่ค้างชำระ
  • ให้ชำระภายในกี่วัน
  • หากไม่ชำระภายในกำหนด จะถือว่าผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญา
  • ให้ผู้เช่าขนย้ายทรัพย์สินและส่งมอบห้องคืน
  • หากไม่มาติดต่อหรือไม่ขนย้ายของ ผู้ให้เช่าจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ควรส่งหนังสือไปยังที่อยู่ตามสัญญา ที่อยู่ตามบัตรประชาชน หรือช่องทางที่เคยติดต่อกัน เช่น ไปรษณีย์ลงทะเบียน LINE อีเมล หรือข้อความ โดยเก็บหลักฐานการส่งไว้ทั้งหมด

ติดต่อผู้เช่าให้ครบทุกช่องทาง

ก่อนเปิดห้องหรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เช่า ควรพยายามติดต่อผู้เช่าให้ชัดเจนก่อน เช่น

  • โทรศัพท์
  • ส่งข้อความ
  • LINE
  • อีเมล
  • ส่งหนังสือไปตามที่อยู่ในสัญญา
  • ติดต่อผู้ค้ำประกัน ถ้ามี
  • ติดต่อบุคคลฉุกเฉินที่ผู้เช่าให้ไว้
  • แจ้งนิติบุคคลหรือผู้ดูแลอาคารให้รับทราบ

ทุกครั้งที่ติดต่อ ควรเก็บหลักฐานไว้ เช่น ภาพหน้าจอ บันทึกการโทร หลักฐานไปรษณีย์ หรือข้อความที่ส่งไป เพราะถ้ามีข้อพิพาทในภายหลัง จะใช้แสดงได้ว่าผู้ให้เช่าพยายามดำเนินการโดยสุจริตแล้ว

เปิดห้องได้เมื่อไหร่

การเปิดห้องควรทำเมื่อมีเหตุจำเป็นและได้ดำเนินการเบื้องต้นแล้ว เช่น ผู้เช่าค้างค่าเช่า ติดต่อไม่ได้ ส่งหนังสือบอกกล่าวแล้ว และมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้เช่าทิ้งห้องหรือไม่กลับมาใช้ห้องแล้ว

แต่แม้จะถึงขั้นต้องเปิดห้อง ก็ไม่ควรเปิดคนเดียว ควรมีพยานร่วมรับรู้ เช่น

  • ผู้ดูแลอาคาร
  • นิติบุคคลอาคารชุด
  • ผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าหน้าที่ท้องที่ แล้วแต่กรณี
  • พยานบุคคลอย่างน้อย 2 คน
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจ หากสามารถประสานให้มาร่วมตรวจดูได้

ควรถ่ายวิดีโอไว้ตั้งแต่ก่อนเปิดห้อง ระหว่างเปิดห้อง และขณะตรวจทรัพย์สินภายในห้อง เพื่อแสดงสภาพห้องและสิ่งของที่พบอย่างครบถ้วน

ถ้าจะย้ายของออก ต้องทำบัญชีทรัพย์สิน

หากจำเป็นต้องย้ายของผู้เช่าออกจากห้อง เช่น เพื่อป้องกันความเสียหาย เพื่อซ่อมแซมห้อง หรือเพื่อให้สามารถนำห้องกลับมาใช้ประโยชน์ได้ ควรทำบัญชีทรัพย์สินอย่างละเอียด

บัญชีทรัพย์สินควรระบุ เช่น

  • รายการสิ่งของ
  • จำนวน
  • สภาพของสิ่งของ
  • ภาพถ่ายของสิ่งของ
  • วันและเวลาที่พบ
  • สถานที่เก็บรักษา
  • รายชื่อพยานที่อยู่ร่วมในการตรวจและขนย้าย

สิ่งของที่มีมูลค่าควรแยกเก็บให้ปลอดภัย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เอกสารสำคัญ กระเป๋า เครื่องประดับ หรือของมีค่า ส่วนของที่เป็นขยะ ของเน่าเสีย หรือของที่อาจก่ออันตราย ควรถ่ายภาพและบันทึกเหตุผลให้ชัดเจนก่อนดำเนินการ

อย่าเอาของผู้เช่าไปใช้หรือขายเองทันที

แม้ผู้เช่าจะค้างค่าเช่า แต่ผู้ให้เช่าไม่ควรนำทรัพย์สินของผู้เช่าไปใช้ ขาย ทิ้ง หรือหักแทนค่าเช่าเองทันที เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นยังอาจเป็นของผู้เช่าอยู่

ถ้าผู้ให้เช่านำของไปขายหรือใช้เองโดยไม่มีข้อตกลงหรือไม่มีคำสั่งศาล อาจถูกกล่าวหาว่าเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยไม่ชอบได้ โดยเฉพาะของที่มีมูลค่า เช่น ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือทรัพย์สินส่วนตัว

แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือ เก็บรักษาไว้ก่อน แจ้งให้ผู้เช่ามารับคืนภายในกำหนด และหากยังไม่มารับหรือมีค่าใช้จ่ายค้างชำระ ควรปรึกษาทนายเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ถ้าผู้เช่ายังไม่ยอมออก ต้องฟ้องขับไล่

ถ้าผู้เช่ายังถือครองห้องอยู่ ไม่ยอมส่งมอบห้องคืน หรือมีข้อพิพาทว่าเลิกสัญญาแล้วหรือไม่ ผู้ให้เช่าอาจต้องฟ้องคดีขับไล่และเรียกค่าเสียหาย

คดีขับไล่อาจมีคำขอ เช่น

  • ให้ผู้เช่าออกจากห้อง
  • ให้ส่งมอบห้องคืน
  • ให้ชำระค่าเช่าที่ค้าง
  • ให้ชำระค่าน้ำ ค่าไฟ หรือค่าใช้จ่ายอื่น
  • ให้ชำระค่าเสียหายระหว่างที่ยังไม่ส่งมอบห้อง
  • ให้ชดใช้ค่าเสียหายจากทรัพย์สินภายในห้องที่เสียหาย

การฟ้องคดีอาจดูยุ่งยาก แต่ในหลายกรณีเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าการเปิดห้อง ขนของ หรือเปลี่ยนกุญแจเอง เพราะเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ผู้ให้เช่าจะมีฐานทางกฎหมายที่ชัดเจนกว่า

กรณีฉุกเฉินเข้าไปในห้องได้ไหม

บางกรณีอาจมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน เช่น

  • น้ำรั่ว
  • ไฟไหม้
  • กลิ่นเหม็นรุนแรง
  • มีเสียงผิดปกติ
  • มีเหตุสงสัยว่าเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือทรัพย์สิน
  • ห้องก่อความเสียหายต่อห้องอื่น

กรณีเช่นนี้ ผู้ให้เช่าอาจมีเหตุจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบเพื่อป้องกันความเสียหาย แต่ควรทำอย่างรอบคอบ เช่น แจ้งนิติบุคคล แจ้งผู้ดูแลอาคาร แจ้งตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง มีพยาน และถ่ายวิดีโอไว้ตลอด เพื่อแสดงว่าเข้าไปเพราะเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่เข้าไปเพื่อยึดทรัพย์หรือรบกวนสิทธิของผู้เช่า

ก่อนให้เช่าครั้งต่อไป ควรเขียนสัญญาให้รัดกุม

ปัญหาผู้เช่าหายไปแต่ของอยู่เต็มห้อง มักแก้ยากเพราะสัญญาเช่าเขียนไว้ไม่ชัดตั้งแต่แรก ดังนั้นก่อนให้เช่าครั้งต่อไป ควรปรับสัญญาให้รัดกุมขึ้น

ข้อความที่ควรมีในสัญญา เช่น

  • หากผู้เช่าค้างค่าเช่า ผู้ให้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญา
  • หากผู้เช่าขาดการติดต่อและทิ้งทรัพย์สินไว้ ให้มีขั้นตอนแจ้งเตือนและกำหนดระยะเวลาให้มารับของ
  • ให้ผู้เช่าแจ้งที่อยู่และช่องทางติดต่อที่ใช้ได้จริง
  • ให้ระบุบุคคลติดต่อฉุกเฉิน
  • ให้ผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าตรวจห้องในกรณีจำเป็นหรือเหตุฉุกเฉิน โดยมีพยาน
  • กำหนดวิธีจัดการทรัพย์สินที่ผู้เช่าทิ้งไว้
  • กำหนดความรับผิดเรื่องค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซ่อมแซม และค่าเก็บรักษาทรัพย์สิน
  • กำหนดว่าผู้เช่าต้องส่งมอบห้องคืนพร้อมกุญแจและทรัพย์สินของผู้ให้เช่า

อย่างไรก็ตาม แม้สัญญาจะเขียนไว้ดี ก็ยังควรดำเนินการด้วยความระมัดระวังเมื่อเกิดปัญหาจริง เพราะหากทำเกินขอบเขต อาจถูกโต้แย้งได้

สิ่งที่ไม่ควรทำ

เมื่อผู้เช่าหายไปและมีของอยู่เต็มห้อง ผู้ให้เช่าไม่ควรทำสิ่งต่อไปนี้

  • ตัดกุญแจเข้าไปเองโดยไม่มีพยาน
  • ขนของผู้เช่าออกมาโดยไม่ทำบัญชีทรัพย์สิน
  • นำของผู้เช่าไปขายหรือใช้เอง
  • ทิ้งของโดยไม่แจ้งผู้เช่า
  • เปลี่ยนกุญแจทันทีโดยไม่บอกกล่าว
  • โพสต์ประจานผู้เช่า
  • ยึดของผู้เช่าแทนค่าเช่าโดยไม่มีข้อตกลงหรือขั้นตอนทางกฎหมาย
  • ให้คนอื่นเข้าไปค้นหรือหยิบของในห้อง

การทำแบบนี้อาจทำให้จากเดิมที่ผู้เช่าเป็นฝ่ายผิด กลายเป็นเจ้าของห้องต้องมาต่อสู้คดีเอง

สิ่งที่ควรทำ

แนวทางที่ปลอดภัยกว่าคือ

  1. ตรวจสัญญาเช่า
    ดูเงื่อนไขการผิดนัด การบอกเลิกสัญญา และการเข้าห้อง
  2. ทำหนังสือทวงถามและบอกกล่าว
    แจ้งยอดค้างชำระ ให้เวลาชำระ และแจ้งผลหากไม่ชำระ
  3. เก็บหลักฐานการติดต่อ
    เช่น ไปรษณีย์ ข้อความ LINE อีเมล ภาพหน้าจอ และบันทึกการโทร
  4. มีพยานก่อนเปิดห้อง
    ไม่ควรเปิดห้องคนเดียว ควรมีพยานและบันทึกวิดีโอ
  5. ทำบัญชีทรัพย์สิน
    ถ่ายรูป แยกรายการ บันทึกสภาพ และให้พยานลงชื่อ
  6. เก็บทรัพย์สินไว้ในที่ปลอดภัย
    อย่านำไปใช้ ขาย หรือทิ้งโดยไม่จำเป็น
  7. ปรึกษาทนายหากมีข้อพิพาท
    โดยเฉพาะกรณีมีทรัพย์สินมีค่า ผู้เช่าค้างค่าเช่าหลายเดือน หรือติดต่อผู้เช่าไม่ได้เลย

สรุป: ผู้เช่าหายไป แต่ของยังอยู่ ต้องทำให้ถูกขั้นตอน

หากผู้เช่าหายไป ไม่จ่ายค่าเช่า แต่ของยังอยู่เต็มห้อง ผู้ให้เช่าไม่ควรรีบเปิดห้อง ขนของ หรือเปลี่ยนกุญแจเองทันที เพราะอาจมีความเสี่ยงทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา

สิ่งที่ควรทำคือ ตรวจสัญญาเช่า บอกกล่าวให้ชำระค่าเช่าและบอกเลิกสัญญา ติดต่อผู้เช่าให้ครบทุกช่องทาง เก็บหลักฐานให้ละเอียด และหากจำเป็นต้องเปิดห้องหรือย้ายของ ควรมีพยาน ทำบัญชีทรัพย์สิน และบันทึกภาพหรือวิดีโอไว้ทุกขั้นตอน

กรณีที่ผู้เช่ายังไม่ยอมส่งมอบห้อง หรือมีทรัพย์สินมีค่าจำนวนมาก ควรปรึกษาทนายก่อนดำเนินการ เพื่อวางแนวทางให้ถูกต้อง ลดความเสี่ยง และป้องกันไม่ให้เจ้าของห้องกลายเป็นฝ่ายถูกฟ้องเสียเอง

ติดต่อทนายความ

หากท่านมีปัญหากฎหมายเกี่ยวกับ ผู้เช่าหายไป แต่ของอยู่เต็มห้อง ทำอย่างไรดี หรือกฎหมายเรื่องอื่นๆ ต้องการฟ้องคดี ถูกฟ้อง ได้รับหมายศาล ต้องการร่างเอกสาร หรือไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร สามารถส่งรายละเอียดเบื้องต้นให้ทนายตรวจสอบได้
ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น
ประเมินแนวทางคดี
อธิบายขั้นตอนและค่าใช้จ่าย
ร่างคำฟ้อง คำให้การ และคำร้อง
ดูแลการเจรจาและไกล่เกลี่ย
ดำเนินคดีในศาลโดยทนายความ
ปรึกษาทนาย