หมิ่นประมาทเป็นอย่างไร แล้วต้องทำอย่างไร

a wooden gaven sitting on top of a white counter
June 1, 2026

คดีหมิ่นประมาทเป็นคดีที่คนมาปรึกษาทนายค่อนข้างบ่อย ทั้งกรณีที่ถูกคนอื่นโพสต์ด่า ถูกกล่าวหาเสียหาย ถูกนำเรื่องไปพูดต่อ หรือบางกรณีเป็นฝ่ายโพสต์ข้อความแล้วถูกอีกฝ่ายแจ้งความหรือฟ้องคดี

แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนคือ ไม่ใช่ทุกคำด่า ไม่ใช่ทุกโพสต์ และไม่ใช่ทุกข้อความที่ทำให้เราไม่พอใจ จะเป็น “หมิ่นประมาท” ตามกฎหมายเสมอไป

บางกรณีเป็นหมิ่นประมาท บางกรณีเป็นเพียงการดูหมิ่น บางกรณีเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต และบางกรณีอาจยังไม่พอที่จะดำเนินคดีได้ เพราะระบุไม่ได้ว่าหมิ่นใคร หรือไม่มีบุคคลที่สามรับรู้

บทความนี้จะอธิบายแบบเข้าใจง่ายว่า หมิ่นประมาทคืออะไร แตกต่างจากการด่าทั่วไปอย่างไร ถ้าโดนหมิ่นประมาทต้องทำอย่างไร และถ้าถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาทควรรับมืออย่างไร

หมิ่นประมาทคืออะไร

โดยหลักแล้ว หมิ่นประมาทคือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง

พูดให้เข้าใจง่ายขึ้น คือ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญหลายอย่าง เช่น

  • มีการกล่าวหรือแสดงข้อความถึงบุคคลหนึ่ง
  • ข้อความนั้นเป็นลักษณะใส่ความ ไม่ใช่แค่ด่าหยาบคายทั่วไป
  • มีบุคคลที่สามรับรู้ข้อความนั้น
  • ข้อความนั้นน่าจะทำให้ผู้ถูกกล่าวถึงเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
  • ในคดีอาญา ต้องดูเรื่องเจตนาของผู้กระทำด้วย

ตัวอย่างเช่น โพสต์กล่าวหาคนอื่นว่าโกงเงิน เป็นขโมย หลอกลวงลูกค้า มีพฤติกรรมทุจริต หรือกล่าวหาเรื่องร้ายแรงที่ทำให้คนอื่นมองเสียหาย แบบนี้อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทได้ หากมีองค์ประกอบครบ

แต่ถ้าเป็นเพียงคำด่าหยาบคาย เช่น ด่าว่าโง่ เลว น่ารำคาญ หรือใช้คำหยาบบางคำ อาจต้องพิจารณาอีกทีว่าเป็น “หมิ่นประมาท” หรือเป็นเพียง “ดูหมิ่น” เพราะผลทางกฎหมายและฐานความผิดอาจต่างกัน

หมิ่นประมาทกับดูหมิ่น ต่างกันอย่างไร

หลายคนเข้าใจว่าถูกด่าเมื่อไหร่ก็ฟ้องหมิ่นประมาทได้ทันที แต่ในทางกฎหมายต้องแยกให้ออกระหว่าง “หมิ่นประมาท” กับ “ดูหมิ่น”

หมิ่นประมาท คือการใส่ความในลักษณะที่ทำให้เสียชื่อเสียง เช่น กล่าวหาว่าเป็นโจร เป็นคนโกง รับสินบน หลอกลวง หรือมีพฤติกรรมเสียหายร้ายแรง

ดูหมิ่น คือการด่า เหยียดหยาม หรือลดคุณค่าคนอื่น เช่น ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าด้วยอารมณ์ หรือพูดให้เจ็บใจ แต่ไม่ได้มีเนื้อหากล่าวหาข้อเท็จจริงที่ทำให้เสียชื่อเสียงในสายตาคนอื่น

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ

ถ้ามีคนพูดว่า “นาย ก. เป็นโจร ขโมยเงินบริษัท” แบบนี้อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท เพราะเป็นการกล่าวหาข้อเท็จจริงที่ทำให้เสียชื่อเสียง

แต่ถ้ามีคนด่าว่า “ไอ้บ้า ไอ้โง่ ไอ้คนไม่ดี” แบบนี้อาจเป็นการดูหมิ่นหรือคำด่าหยาบคาย แต่ยังไม่แน่ว่าจะเป็นหมิ่นประมาท ต้องดูข้อความและบริบทประกอบ

ต้องมีบุคคลที่สามรับรู้

ประเด็นสำคัญของหมิ่นประมาทคือ ต้องมีการใส่ความ “ต่อบุคคลที่สาม”

ถ้าคนสองคนคุยกันส่วนตัว และฝ่ายหนึ่งด่าอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีคนอื่นรับรู้ กรณีนี้อาจยังไม่ใช่หมิ่นประมาท เพราะไม่มีบุคคลที่สามมาได้ยินหรือรับรู้ข้อความนั้น

แต่ถ้าโพสต์ลง Facebook, TikTok, X, YouTube, เว็บไซต์, กลุ่มไลน์ หรือส่งข้อความให้คนอื่นอ่าน แบบนี้อาจมีบุคคลที่สามรับรู้แล้ว ต้องพิจารณาต่อว่าข้อความนั้นเป็นการใส่ความหรือไม่

ตัวอย่างเช่น

  • นาย ก. โพสต์กล่าวหานาย ข. ว่าโกงเงิน โดยมีคนอื่นเห็นโพสต์ แบบนี้อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาท
  • นาย ก. ส่งข้อความกล่าวหานาย ข. ไปให้เพื่อนร่วมงานอ่าน แบบนี้ก็อาจมีบุคคลที่สามแล้ว
  • นาย ก. ด่านาย ข. ในแชทส่วนตัวระหว่างสองคน แบบนี้อาจยังไม่ใช่หมิ่นประมาท แต่อาจมีประเด็นอื่นขึ้นอยู่กับข้อความ

ต้องรู้ได้ว่าหมิ่นใคร

การจะฟ้องคดีหมิ่นประมาท ต้องสามารถระบุได้ว่าข้อความนั้นหมายถึงใคร

ถ้าข้อความกว้างมากจนคนทั่วไปไม่รู้ว่าหมายถึงใคร อาจมีปัญหาในการดำเนินคดี เช่น โพสต์ว่า “ทนายในกรุงเทพฯ คนหนึ่งเป็นคนโกง” แบบนี้อาจกว้างเกินไป เพราะมีทนายจำนวนมาก คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่าหมายถึงใคร

แต่ถ้าโพสต์มีรายละเอียดมากพอ เช่น ระบุชื่อ นามสกุล รูปภาพ ตำแหน่ง สถานที่ทำงาน หรือข้อมูลที่ทำให้คนทั่วไปเดาได้ว่าหมายถึงใคร ก็อาจเข้าข่ายได้ แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง

เช่น

  • ไม่เอ่ยชื่อ แต่ลงรูปผู้เสียหาย
  • ไม่เอ่ยชื่อ แต่ระบุชื่อร้าน สถานที่ทำงาน หรือชื่อเพจ
  • ใช้คำใบ้ที่คนในกลุ่มรู้กันว่าหมายถึงใคร
  • พูดถึงตำแหน่งเฉพาะที่มีคนเดียวหรือมีจำนวนน้อยมาก

ดังนั้นคดีหมิ่นประมาทไม่ได้ดูแค่คำพูดอย่างเดียว แต่ต้องดูบริบททั้งหมดด้วยว่า คนทั่วไปหรือคนในกลุ่มที่เห็นข้อความสามารถเข้าใจได้หรือไม่ว่าหมายถึงผู้เสียหาย

หมิ่นประมาททางแพ่งกับทางอาญาต่างกันอย่างไร

คดีหมิ่นประมาทอาจดำเนินได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา แต่เป้าหมายต่างกัน

คดีแพ่ง คือการฟ้องเรียกค่าเสียหาย เช่น ขอให้ศาลสั่งให้ชดใช้เงิน ลบโพสต์ ขอโทษ หรือชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น การเรียกค่าเสียหายจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ ความเสียหาย ชื่อเสียงของผู้เสียหาย จำนวนคนที่เห็นข้อความ และพยานหลักฐานที่นำสืบ

คดีอาญา คือการดำเนินคดีเพื่อให้ผู้กระทำผิดรับโทษ เช่น จำคุก ปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ในทางปฏิบัติหลายคดีจบด้วยการไกล่เกลี่ย ถอนคำร้องทุกข์ หรือยอมความ เพราะความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยทั่วไปเป็นความผิดที่ยอมความได้

บางกรณีผู้เสียหายอาจเลือกดำเนินคดีแพ่งอย่างเดียว บางกรณีเลือกดำเนินคดีอาญา และบางกรณีอาจดำเนินทั้งแพ่งและอาญา ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคดีและพยานหลักฐานที่มี

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคืออะไร

หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา คือการหมิ่นประมาทที่เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง เช่น ผ่านสื่อ สิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ เพจ Facebook TikTok YouTube หรือช่องทางออนไลน์ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้

การโพสต์ประจานบนโซเชียลมีเดียจึงอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หากข้อความนั้นเป็นการใส่ความและมีองค์ประกอบครบ

แต่ต้องระวังว่า ไม่ใช่ทุกกรณีในออนไลน์จะเป็น “โดยการโฆษณา” เสมอไป เช่น การพูดในกลุ่มปิด กลุ่มไลน์เล็ก ๆ หรือแชทเฉพาะกลุ่ม อาจต้องพิจารณาว่าคนทั่วไปเข้าถึงได้หรือไม่ เผยแพร่กว้างแค่ไหน และเป็นการโฆษณาตามกฎหมายหรือเป็นเพียงการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม

โพสต์เรื่องจริง หมิ่นประมาทไหม

หลายคนเข้าใจว่า “ถ้าเรื่องจริง พูดได้หมด” แต่ความจริงต้องระวัง

ในคดีหมิ่นประมาททางอาญา กฎหมายเปิดช่องให้ผู้ถูกกล่าวหาพิสูจน์ได้ว่าข้อความที่พูดเป็นความจริง และถ้าพิสูจน์ได้อาจไม่ต้องรับโทษ แต่มีข้อยกเว้นสำคัญคือ ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์ไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน กฎหมายห้ามไม่ให้พิสูจน์

ตัวอย่างเช่น

  • วิจารณ์การทุจริตของเจ้าหน้าที่หรือบุคคลสาธารณะ หากทำโดยสุจริตและอยู่ในขอบเขต อาจมีข้อต่อสู้ได้
  • กล่าวหาเรื่องชู้สาวหรือเรื่องส่วนตัวของบุคคลอื่น แม้ผู้พูดเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ก็ยังมีความเสี่ยงสูง เพราะอาจเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ดังนั้น ก่อนโพสต์หรือแชร์เรื่องของคนอื่น ควรคิดให้ดีว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเผยแพร่หรือไม่ มีหลักฐานหรือไม่ และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะจริงหรือไม่

แสดงความคิดเห็น วิจารณ์ หรือรีวิว จะเป็นหมิ่นประมาทไหม

การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขต

ตัวอย่างที่อาจเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต เช่น

  • รีวิวสินค้าและบริการตามประสบการณ์จริง
  • ร้องเรียนการบริการที่ไม่เป็นธรรม
  • วิจารณ์การทำงานของบุคคลสาธารณะ
  • เตือนภัยโดยมีข้อเท็จจริงและหลักฐานรองรับ
  • แสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ

แต่ถ้าใช้ถ้อยคำเกินจริง ใส่อารมณ์ กล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน หรือใช้คำที่ทำให้คนอื่นเสียหายเกินจำเป็น ก็อาจกลายเป็นหมิ่นประมาทได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้ารีวิวว่า “ร้านส่งของช้า ติดต่อยาก และยังไม่ได้รับเงินคืน” พร้อมหลักฐาน แบบนี้อาจเป็นการเล่าประสบการณ์ แต่ถ้าโพสต์ว่า “ร้านนี้โกง เป็นมิจฉาชีพ หลอกลวงประชาชน” โดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ แบบนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกฟ้องหมิ่นประมาท

แชร์โพสต์คนอื่น เสี่ยงไหม

การแชร์โพสต์ของคนอื่นก็มีความเสี่ยง หากข้อความที่แชร์เป็นข้อความหมิ่นประมาท เพราะการแชร์อาจทำให้ข้อความถูกเผยแพร่ต่อไปยังบุคคลอื่น

หลายคนคิดว่า “ไม่ได้เขียนเอง แค่แชร์” แต่การแชร์โดยไม่ตรวจสอบ อาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหามองว่าเป็นการเผยแพร่ข้อความเสียหายซ้ำได้

หากต้องการแชร์เรื่องร้องเรียนหรือเตือนภัย ควรระวังเป็นพิเศษ เช่น

  • ตรวจสอบแหล่งที่มา
  • หลีกเลี่ยงการใส่คำกล่าวหาเพิ่ม
  • อย่าใช้ถ้อยคำสรุปว่าอีกฝ่ายผิด หากยังไม่มีคำพิพากษาหรือหลักฐานชัดเจน
  • ใช้ถ้อยคำว่า “มีผู้ร้องเรียนว่า…” หรือ “ขอให้ตรวจสอบ…” แทนการตัดสินเอง
  • หากไม่แน่ใจ ไม่ควรแชร์

ถ้าโดนหมิ่นประมาท ต้องทำอย่างไร

หากถูกโพสต์ด่า กล่าวหา หรือประจาน สิ่งที่ควรทำคือเก็บหลักฐานก่อน อย่าเพิ่งตอบโต้ด้วยอารมณ์ เพราะการตอบโต้แรง ๆ อาจทำให้เรากลายเป็นฝ่ายเสี่ยงคดีด้วย

สิ่งที่ควรทำ ได้แก่

  1. แคปหน้าจอข้อความทั้งหมด
    ควรเก็บให้เห็นชื่อบัญชีผู้โพสต์ วันที่ เวลา จำนวนคนเห็น คอมเมนต์ และลิงก์โพสต์
  2. เก็บ URL หรือลิงก์ของโพสต์
    ถ้าเป็น Facebook, TikTok, YouTube หรือเว็บไซต์ ควรเก็บลิงก์ไว้ เพราะโพสต์อาจถูกลบภายหลัง
  3. เก็บหลักฐานว่าบุคคลอื่นเห็นข้อความ
    เช่น คอมเมนต์ แชร์ หรือมีคนส่งข้อความมาถามเรื่องที่ถูกกล่าวหา
  4. อย่าลบหลักฐานเอง
    ถ้าหลักฐานอยู่ในเครื่องของเรา ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ อย่าแก้ไขภาพจนเสียความน่าเชื่อถือ
  5. พิจารณาว่าสิ่งที่ถูกกล่าวหาเป็นหมิ่นประมาทจริงหรือไม่
    ต้องดูข้อความ บริบท คนที่เห็น และผลกระทบที่เกิดขึ้น
  6. ปรึกษาทนายเพื่อวางแนวทาง
    บางกรณีควรส่งหนังสือให้ลบโพสต์และขอโทษ บางกรณีควรแจ้งความ บางกรณีควรฟ้องคดีเอง และบางกรณีอาจไม่คุ้มค่าที่จะดำเนินคดี

แจ้งความหรือฟ้องศาลเอง แบบไหนดีกว่า

ถ้าเป็นคดีอาญา ผู้เสียหายโดยทั่วไปมีทางเลือกหลัก ๆ คือ

  • ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
  • ให้ทนายยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลโดยตรง
  • ฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย
  • เจรจาให้ลบโพสต์ ขอโทษ หรือชดใช้ค่าเสียหาย

การแจ้งความอาจเหมาะกับกรณีที่ต้องการให้ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานหรือยังไม่รู้ตัวผู้กระทำชัดเจน แต่บางคดีที่มีหลักฐานพร้อม ทราบตัวผู้กระทำชัดเจน และต้องการควบคุมทิศทางคดี ผู้เสียหายอาจเลือกให้ทนายฟ้องคดีต่อศาลเอง

ส่วนคดีแพ่งเหมาะกับกรณีที่ต้องการเรียกค่าเสียหายหรือให้ศาลมีคำสั่งเกี่ยวกับการเยียวยาความเสียหาย

ถ้าถูกฟ้องหมิ่นประมาท ต้องทำอย่างไร

ถ้าคุณเป็นฝ่ายถูกแจ้งความหรือถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาท สิ่งแรกคืออย่าตกใจ และอย่าคิดว่าแพ้แน่นอน เพราะคดีหมิ่นประมาทมีประเด็นต่อสู้หลายอย่าง เช่น

  • ข้อความนั้นหมายถึงผู้ฟ้องจริงหรือไม่
  • มีบุคคลที่สามรับรู้หรือไม่
  • ข้อความเป็นการใส่ความหรือเป็นความคิดเห็น
  • เป็นข้อความจริงหรือไม่
  • เป็นการติชมโดยสุจริตหรือไม่
  • เป็นการแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่
  • ผู้กล่าวหามีพยานหลักฐานครบหรือไม่
  • คดีขาดอายุความหรือไม่
  • ฟ้องถูกคนหรือไม่

หากได้รับหมายเรียกจากตำรวจหรือหมายศาล ควรนำเอกสารทั้งหมดไปปรึกษาทนายก่อนให้การหรือก่อนยื่นคำให้การ เพราะคำพูดหรือคำให้การในช่วงแรกอาจมีผลต่อรูปคดีในภายหลัง

คดีหมิ่นประมาทยอมความได้ไหม

คดีหมิ่นประมาทโดยทั่วไปเป็นคดีที่สามารถยอมความได้ หลายคดีจบด้วยการตกลงกัน เช่น

  • ลบโพสต์
  • โพสต์ขอโทษ
  • ทำหนังสือขอโทษ
  • ชำระค่าเสียหาย
  • ถอนแจ้งความ
  • ถอนฟ้อง
  • ทำบันทึกข้อตกลงว่าจะไม่กระทำซ้ำ

แต่ก่อนตกลงยอมความ ควรดูเงื่อนไขให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่มีการจ่ายเงินหรือให้โพสต์ขอโทษ ควรระบุข้อความ วิธีการ ระยะเวลา และผลของการผิดข้อตกลงให้ชัด เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง

หลักฐานที่ควรเตรียมเมื่อปรึกษาทนาย

หากต้องการปรึกษาทนายเรื่องหมิ่นประมาท ควรเตรียมหลักฐานให้ครบที่สุด เช่น

  • ภาพแคปหน้าจอโพสต์หรือข้อความ
  • ลิงก์โพสต์
  • วันและเวลาที่โพสต์
  • ชื่อบัญชีหรือข้อมูลผู้โพสต์
  • หลักฐานว่ามีคนอื่นเห็นข้อความ
  • ข้อความแชทหรือคอมเมนต์ที่เกี่ยวข้อง
  • หลักฐานความเสียหาย เช่น ถูกลูกค้าถาม ถูกยกเลิกงาน ถูกตำหนิ หรือเสียชื่อเสียงในที่ทำงาน
  • ข้อมูลความสัมพันธ์กับคู่กรณี
  • ถ้ามีการลบโพสต์แล้ว ควรมีหลักฐานก่อนลบ

ถ้าหลักฐานยังไม่ชัด ควรปรึกษาก่อนดำเนินการ เพราะบางคดีต้องใช้วิธีเก็บหลักฐานให้รอบคอบกว่าการแคปหน้าจอธรรมดา

สรุป: หมิ่นประมาทต้องดูข้อความและบริบท

คดีหมิ่นประมาทไม่ใช่ดูแค่คำว่า “ถูกด่า” หรือ “ไม่พอใจ” แต่ต้องดูว่ามีการใส่ความหรือไม่ กล่าวถึงใคร มีบุคคลที่สามรับรู้หรือไม่ ทำให้เสียชื่อเสียงหรือไม่ และมีข้อยกเว้นทางกฎหมายหรือไม่

หากคุณถูกโพสต์กล่าวหา ถูกประจาน หรือถูกนำเรื่องเสียหายไปพูดต่อ ควรรีบเก็บหลักฐานและปรึกษาทนายก่อนตอบโต้

ในทางกลับกัน หากคุณถูกแจ้งความหรือถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาท ก็ไม่ควรนิ่งเฉย เพราะคดีประเภทนี้มีทั้งประเด็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และแนวทางเจรจาที่ต้องวางแผนให้ดีตั้งแต่ต้น

การปรึกษาทนายตั้งแต่แรกจะช่วยให้ประเมินได้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเข้าข่ายหมิ่นประมาทจริงหรือไม่ ควรแจ้งความ ฟ้องคดี เจรจา หรือป้องกันคดีอย่างไรให้เหมาะกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

ติดต่อทนายความ

หากท่านมีปัญหากฎหมายเกี่ยวกับ หมิ่นประมาทเป็นอย่างไร แล้วต้องทำอย่างไร หรือกฎหมายเรื่องอื่นๆ ต้องการฟ้องคดี ถูกฟ้อง ได้รับหมายศาล ต้องการร่างเอกสาร หรือไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร สามารถส่งรายละเอียดเบื้องต้นให้ทนายตรวจสอบได้
ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น
ประเมินแนวทางคดี
อธิบายขั้นตอนและค่าใช้จ่าย
ร่างคำฟ้อง คำให้การ และคำร้อง
ดูแลการเจรจาและไกล่เกลี่ย
ดำเนินคดีในศาลโดยทนายความ
ปรึกษาทนาย