ขับรถไปชน ไม่มีเงิน แต่โดนจดหมายทวงหนี้จากประกัน ทำอย่างไรดี

silver and black car engine
June 1, 2026

กรณีขับรถไปชนแล้วเราเป็นฝ่ายผิด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่ไม่มีประกันภัยรถยนต์คุ้มครองเพียงพอ

ตอนเกิดเหตุ คู่กรณีอาจมีประกัน เมื่อเคลียร์ที่เกิดเหตุเสร็จแล้ว เราอาจคิดว่าเรื่องจบไปแล้ว แต่ผ่านไปไม่นานกลับมีจดหมายจากบริษัทประกัน บริษัทติดตามหนี้ หรือสำนักงานกฎหมาย ส่งมาที่บ้าน เรียกให้เราชำระค่าสินไหม ค่าซ่อมรถ หรือค่าเสียหายของคู่กรณี

หลายคนตกใจ เพราะยอดที่เรียกมาอาจสูงมาก เช่น รอยขูดนิดเดียวแต่เรียกเป็นหมื่น หรือไม่มีเงินก้อนจะจ่ายทั้งหมด จึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ต้องจ่ายทันทีไหม ถ้าไม่จ่ายจะติดคุกหรือเปล่า หรือควรรอไปศาลดี

บทความนี้จะอธิบายว่า ถ้าขับรถชนแล้วโดนจดหมายทวงหนี้จากประกัน ควรทำอย่างไร และควรระวังอะไรบ้าง

ทำไมประกันถึงมาทวงเงินเรา

เมื่อเกิดอุบัติเหตุและคู่กรณีมีประกัน บริษัทประกันอาจจ่ายค่าซ่อมหรือค่าสินไหมให้ผู้เอาประกันไปก่อน จากนั้นบริษัทประกันอาจมาเรียกเงินคืนจากฝ่ายที่เป็นผู้ทำละเมิด หรือฝ่ายที่ต้องรับผิดในอุบัติเหตุ

พูดง่าย ๆ คือ ประกันจ่ายให้ลูกค้าของเขาก่อน แล้วมาไล่เรียกจากคนที่เป็นฝ่ายผิดภายหลัง

ดังนั้น การได้รับจดหมายจากประกันไม่ได้แปลว่าเราถูกฟ้องแล้วเสมอไป แต่เป็นการทวงถามให้ชำระเงินตามที่บริษัทประกันเห็นว่าเราเป็นฝ่ายต้องรับผิด

ได้รับจดหมายแล้ว อย่าเพิ่งตกใจ

เมื่อมีจดหมายมาถึงบ้าน สิ่งแรกที่ควรทำคืออ่านให้ละเอียดก่อน อย่าเพิ่งตกใจ และอย่าเพิ่งรีบจ่ายเงินโดยไม่ตรวจสอบ

ให้ดูว่าจดหมายมาจากใคร เช่น

  • บริษัทประกันภัย
  • บริษัทติดตามหนี้
  • สำนักงานกฎหมาย
  • บริษัทรับโอนสิทธิเรียกร้องหรือรับซื้อหนี้
  • ศาล

กรณีจดหมายจากบริษัทประกันหรือสำนักงานกฎหมาย โดยทั่วไปยังเป็นขั้นตอนทวงถามหรือเจรจา ไม่ใช่คำพิพากษา และไม่ใช่หมายจับ

แต่ถ้าเป็นหมายศาล ต้องดูวันนัดศาลให้ดี และไม่ควรเพิกเฉย เพราะถ้าไม่ไปศาล อาจเสียโอกาสในการไกล่เกลี่ยหรือต่อสู้เรื่องยอดค่าเสียหาย

ต้องจ่ายตามยอดที่ประกันเรียกมาทันทีไหม

ไม่จำเป็นต้องจ่ายทันทีทุกกรณี โดยเฉพาะถ้ายังไม่แน่ใจว่ายอดที่เรียกมาถูกต้องหรือสมเหตุสมผลหรือไม่

บริษัทประกันอาจเรียกค่าสินไหมตามใบประเมินหรือใบซ่อมของอู่ แต่เรายังสามารถตรวจสอบและเจรจาได้ เช่น

  • ความเสียหายเกิดจากอุบัติเหตุครั้งนี้จริงหรือไม่
  • รายการซ่อมเกี่ยวข้องกับจุดที่ชนหรือไม่
  • ค่าซ่อมสูงเกินจริงหรือไม่
  • มีการเปลี่ยนอะไหล่เกินจำเป็นหรือไม่
  • ค่าเสียหายบางส่วนเกิดจากสภาพเดิมของรถหรือไม่
  • เราเป็นฝ่ายผิดทั้งหมดหรือมีส่วนประมาทร่วมกันหรือไม่

การที่เขาเรียกมาเท่าไร ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมจ่ายเต็มจำนวนเสมอไป หากเห็นว่ายอดสูงเกินจริง ควรขอเอกสารและเจรจาก่อน

ขอเอกสารประกอบยอดหนี้ได้

ถ้าได้รับจดหมายเรียกให้ชำระเงิน ควรติดต่อกลับไปเพื่อขอเอกสารประกอบ เช่น

  • รายงานอุบัติเหตุหรือบันทึกประจำวัน
  • ใบประเมินราคาซ่อม
  • ใบเสร็จค่าซ่อม
  • รูปถ่ายความเสียหาย
  • รายการอะไหล่ที่เปลี่ยน
  • หลักฐานการจ่ายค่าสินไหมของบริษัทประกัน
  • เอกสารแสดงว่าบริษัทที่ทวงมีสิทธิเรียกร้องจริง หากไม่ใช่บริษัทประกันโดยตรง

การขอเอกสารไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิด แต่เป็นการตรวจสอบว่ายอดที่เรียกมาถูกต้องหรือไม่

ถ้าไม่มีเงินจ่าย ทำอย่างไร

ถ้าเรายอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด แต่ไม่มีเงินจ่ายเต็มจำนวน ควรเจรจากับบริษัทประกันหรือสำนักงานกฎหมายที่ส่งจดหมายมา

แนวทางเจรจา เช่น

  • ขอผ่อนชำระเป็นงวด
  • ขอชำระเป็นเงินก้อนที่น้อยกว่ายอดเรียก
  • ขอให้ลดดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่าย
  • ขอให้ลดจำนวนเงินตามความสามารถในการชำระ
  • ขอทำบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษร

การเจรจาควรทำให้ชัดเจน ไม่ควรตกลงปากเปล่าอย่างเดียว หากมีการตกลงผ่อน ควรมีเอกสารหรือข้อความยืนยันว่า จ่ายจำนวนเท่าไหร่ กี่งวด เริ่มเมื่อใด หากจ่ายครบแล้วถือว่าระงับข้อพิพาทหรือไม่

ถ้ายอดสูงเกินจริง ควรทำอย่างไร

ถ้าคิดว่ายอดที่ประกันเรียกสูงเกินไป เช่น ชนเบา ๆ แต่เรียกค่าซ่อมจำนวนมาก ควรเตรียมหลักฐานของเราไว้

หลักฐานที่ช่วยได้ เช่น

  • รูปถ่ายที่เกิดเหตุ
  • รูปความเสียหายของรถคู่กรณี
  • รูปรถของเรา
  • คลิปกล้องหน้ารถหรือกล้องวงจรปิด
  • บันทึกประจำวัน
  • ใบประเมินราคาซ่อมจากอู่ที่เราเชื่อถือ
  • พยานที่เห็นเหตุการณ์
  • แชทหรือข้อความที่คู่กรณีพูดถึงความเสียหาย

ถ้ามีรูปถ่ายตอนเกิดเหตุ จะช่วยมาก เพราะสามารถเปรียบเทียบได้ว่าความเสียหายจริงมีมากน้อยแค่ไหน และรายการซ่อมที่ประกันเรียกมาสอดคล้องกับร่องรอยชนหรือไม่

ถ้าเจรจาไม่ได้ ต้องทำอย่างไร

ถ้าเจรจากับบริษัทประกันไม่ได้ และเราไม่ยอมรับยอดที่เรียกมา บริษัทประกันอาจฟ้องคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหาย

กรณีนี้ไม่ควรกลัวศาลจนเกินไป เพราะการไปศาลไม่ได้แปลว่าต้องแพ้ทันที และไม่ได้แปลว่าจะติดคุกเพราะไม่มีเงิน

คดีลักษณะนี้โดยทั่วไปเป็นคดีแพ่งเรื่องละเมิดหรือเรียกค่าเสียหาย ไม่ใช่คดีอาญาเรื่องติดคุกเพราะไม่มีเงินจ่าย

เมื่อไปศาล ศาลมักมีขั้นตอนไกล่เกลี่ยก่อน เราสามารถอธิบายได้ว่า

  • ยอมรับผิดบางส่วนหรือทั้งหมด
  • ไม่เห็นด้วยกับยอดค่าเสียหาย
  • ต้องการให้ลดจำนวนเงิน
  • ต้องการผ่อนชำระ
  • มีความสามารถชำระได้เท่าไหร่
  • มีหลักฐานว่าค่าซ่อมสูงเกินจริงหรือไม่

ได้หมายศาลแล้วต้องไปไหม

ถ้าได้รับหมายศาล ต้องไปตามวันนัด หรือให้ทนายไปดำเนินการแทน ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้

หากไม่ไปศาล ศาลอาจพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว และอาจมีคำพิพากษาให้ชำระเงินตามที่โจทก์ฟ้องมา

การไปศาลไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ควรแต่งกายสุภาพ ไปก่อนเวลานัด เตรียมเอกสารไปให้ครบ และพูดตามข้อเท็จจริง

ถ้ามีรายได้น้อย ไม่มีเงินก้อนจ่าย ควรแจ้งในการไกล่เกลี่ยว่าสามารถผ่อนชำระได้เดือนละเท่าไหร่ ไม่ควรตกลงยอดผ่อนที่สูงเกินความสามารถ เพราะถ้าผิดนัดภายหลังอาจถูกบังคับคดีได้

ถ้าศาลพิพากษาแล้วไม่จ่าย จะเกิดอะไรขึ้น

ถ้ามีคำพิพากษาให้ชำระเงินแล้วไม่ชำระ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจดำเนินการบังคับคดีได้ เช่น

  • อายัดเงินเดือนตามเงื่อนไขของกฎหมาย
  • อายัดเงินในบัญชีธนาคาร
  • ยึดทรัพย์สินบางอย่างเพื่อนำขายทอดตลาด
  • ดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนของกรมบังคับคดี

แต่โดยหลักแล้ว การไม่มีเงินชำระหนี้แพ่งไม่ได้ทำให้ติดคุกทันที สิ่งที่ต้องระวังคือการถูกบังคับคดีทางทรัพย์สิน

ดังนั้น หากได้รับหมายศาล ควรไปเจรจาหรือวางแผนชำระหนี้ให้เหมาะสม ดีกว่าปล่อยให้มีคำพิพากษาโดยไม่ได้ต่อสู้หรือไม่ได้ไกล่เกลี่ย

ถ้าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดทั้งหมด ต้องทำอย่างไร

บางครั้งอุบัติเหตุไม่ได้เกิดจากฝ่ายเราเพียงฝ่ายเดียว คู่กรณีอาจมีส่วนประมาทร่วมด้วย เช่น

  • คู่กรณีขับเร็ว
  • เปลี่ยนเลนกะทันหัน
  • ไม่เปิดไฟเลี้ยว
  • จอดในที่ห้ามจอด
  • ขับย้อนศร
  • ไม่หลบหลีกตามสมควร
  • มีพฤติการณ์ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุร่วมกัน

ถ้าเป็นแบบนี้ เราไม่ควรรีบยอมรับผิดเต็มจำนวน ควรเก็บหลักฐานและอธิบายข้อเท็จจริงให้ชัด เพราะอาจมีผลต่อจำนวนค่าเสียหายที่ต้องรับผิด

ควรโทรไปด่าหรือหลบไม่รับสายไหม

ไม่ควรทำทั้งสองอย่าง

ถ้าโทรไปใช้อารมณ์ อาจทำให้การเจรจายากขึ้น หรือมีข้อความที่ถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานภายหลัง

แต่ถ้าหลบ ไม่รับสาย ไม่ตอบจดหมาย ก็อาจทำให้เรื่องถูกส่งฟ้องเร็วขึ้น

แนวทางที่ดีกว่าคือ ติดต่อกลับอย่างสุภาพ ขอเอกสารประกอบยอดหนี้ และแจ้งว่าเราต้องการตรวจสอบหรือเจรจาตามความสามารถในการชำระ

ควรเตรียมหลักฐานอะไรบ้าง

หากได้รับจดหมายทวงหนี้หรือหมายศาล ควรเตรียมเอกสารเหล่านี้

  • จดหมายทวงหนี้ทุกฉบับ
  • บันทึกประจำวันหรือเอกสารจากตำรวจ
  • รูปถ่ายที่เกิดเหตุ
  • รูปความเสียหายของรถคู่กรณี
  • รูปรถของเรา
  • ใบประเมินราคาซ่อม
  • ใบเสร็จค่าซ่อม ถ้าได้รับจากประกัน
  • หลักฐานรายได้ของเรา
  • หลักฐานภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเช่า ค่าผ่อน ค่าดูแลครอบครัว
  • ข้อความหรือแชทที่เคยเจรจากับบริษัทประกัน
  • หลักฐานการชำระเงินบางส่วน ถ้ามี

หลักฐานรายได้และภาระค่าใช้จ่ายมีประโยชน์ในการเจรจาผ่อนชำระ เพราะช่วยให้เห็นว่าเราสามารถจ่ายได้จริงเดือนละเท่าไหร่

ควรให้ทนายช่วยเมื่อไหร่

บางกรณีสามารถเจรจาเองได้ แต่ควรปรึกษาทนายหากมีลักษณะต่อไปนี้

  • ยอดที่เรียกสูงมาก
  • ไม่แน่ใจว่าเราเป็นฝ่ายผิดทั้งหมดหรือไม่
  • บริษัทประกันเรียกค่าสินไหมเกินจริง
  • ได้รับหมายศาลแล้ว
  • มีการเรียกค่าเสียหายหลายรายการ
  • มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  • มีประเด็นคดีอาญาจราจรด้วย
  • ต้องการให้ทนายช่วยเจรจาหรือไปศาลแทน
  • ต้องการทำคำให้การต่อสู้ยอดค่าเสียหาย

ทนายจะช่วยตรวจว่าเอกสารที่ประกันเรียกมามีน้ำหนักแค่ไหน ยอดค่าเสียหายเหมาะสมหรือไม่ และควรวางแนวทางไกล่เกลี่ยหรือต่อสู้คดีอย่างไร

สรุป: โดนประกันทวงหนี้จากอุบัติเหตุ อย่าเพิ่งตกใจและอย่าเพิกเฉย

ถ้าขับรถไปชนแล้วไม่มีเงิน แต่ได้รับจดหมายทวงหนี้จากบริษัทประกัน สิ่งสำคัญคืออย่าเพิ่งตกใจ อย่าเพิ่งรีบจ่ายทันที และอย่าปล่อยทิ้งไว้

ให้ตรวจว่าจดหมายมาจากใคร ขอเอกสารประกอบยอดหนี้ ตรวจว่ายอดค่าเสียหายสมเหตุสมผลหรือไม่ และเจรจาตามความสามารถในการชำระ หากเจรจาไม่ได้และถูกฟ้องศาล ก็ควรไปศาลเพื่อไกล่เกลี่ยหรือต่อสู้เรื่องยอดค่าเสียหาย

การไปศาลไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และการไม่มีเงินจ่ายไม่ได้แปลว่าจะติดคุกทันที แต่การเพิกเฉยอาจทำให้เสียโอกาสในการลดหนี้ ผ่อนชำระ หรืออธิบายข้อเท็จจริงของเรา

หากยอดที่เรียกสูงเกินจริง หรือได้รับหมายศาลแล้ว ควรปรึกษาทนายเพื่อช่วยตรวจเอกสาร วางแนวทางเจรจา และป้องกันไม่ให้ต้องรับผิดมากกว่าที่ควรจะเป็น

ติดต่อทนายความ

หากท่านมีปัญหากฎหมายเกี่ยวกับ ขับรถไปชน ไม่มีเงิน แต่โดนจดหมายทวงหนี้จากประกัน ทำอย่างไรดี หรือกฎหมายเรื่องอื่นๆ ต้องการฟ้องคดี ถูกฟ้อง ได้รับหมายศาล ต้องการร่างเอกสาร หรือไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร สามารถส่งรายละเอียดเบื้องต้นให้ทนายตรวจสอบได้
ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น
ประเมินแนวทางคดี
อธิบายขั้นตอนและค่าใช้จ่าย
ร่างคำฟ้อง คำให้การ และคำร้อง
ดูแลการเจรจาและไกล่เกลี่ย
ดำเนินคดีในศาลโดยทนายความ
ปรึกษาทนาย