ลาออกมาแล้ว ฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าชดเชย โบนัส หรือเงินค้างจ่ายได้หรือไม่

two people reviewing documents at meeting table
June 1, 2026

หลายคนออกจากงานมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการลาออกเอง ถูกให้ออก ถูกเลิกจ้าง หรือมีปัญหากับนายจ้างเดิม แต่ยังมีเงินบางส่วนที่นายจ้างยังไม่ได้จ่าย เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด โบนัส ค่าคอมมิชชั่น ค่าชดเชย หรือเงินอื่น ๆ ที่เกิดจากการทำงาน

คำถามที่พบบ่อยคือ “ออกจากงานมาแล้ว ยังฟ้องนายจ้างได้ไหม” หรือ “ลาออกแล้ว สิทธิเรียกร้องต่าง ๆ จะหมดไปหรือเปล่า”

คำตอบคือ การลาออกหรือออกจากงานไปแล้ว ไม่ได้ทำให้สิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นหายไปโดยอัตโนมัติ หากนายจ้างยังค้างเงินที่ต้องจ่าย ลูกจ้างยังสามารถเรียกร้องหรือฟ้องคดีได้ แต่ต้องดูว่าเป็นเงินประเภทใด มีสิทธิจริงหรือไม่ และยังไม่ขาดอายุความหรือไม่

ลาออกแล้ว ยังฟ้องนายจ้างได้ไหม

โดยหลักแล้ว “ฟ้องได้” หากเป็นสิทธิที่ลูกจ้างมีอยู่จริง เช่น นายจ้างค้างค่าจ้าง ค้างค่าล่วงเวลา ค้างค่าทำงานในวันหยุด หรือมีเงินอื่นที่ตกลงกันไว้แต่ยังไม่ได้จ่าย

กฎหมายไม่ได้ห้ามว่า ถ้าลูกจ้างลาออกแล้วจะฟ้องนายจ้างไม่ได้ เพราะสิทธิที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานยังคงเป็นสิทธิของลูกจ้างอยู่

ตัวอย่างเช่น

  • ทำงานแล้วแต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงินเดือน
  • ทำงานล่วงเวลาแต่ไม่ได้รับค่าล่วงเวลา
  • ทำงานวันหยุดแต่ไม่ได้รับค่าทำงานในวันหยุด
  • มีค่าคอมมิชชั่นที่เกิดขึ้นแล้วแต่นายจ้างไม่จ่าย
  • มีโบนัสที่เข้าเงื่อนไขแล้วแต่นายจ้างไม่จ่าย
  • ถูกเลิกจ้างแต่ไม่ได้รับค่าชดเชย
  • นายจ้างบอกให้ลาออก ทั้งที่ความจริงเป็นการบีบให้ออกจากงาน

กรณีเหล่านี้ แม้ออกจากงานมาแล้ว ก็ยังสามารถพิจารณาใช้สิทธิเรียกร้องได้

ต้องแยกก่อนว่า “ลาออกเอง” หรือ “ถูกเลิกจ้าง”

ประเด็นสำคัญมากคือ ต้องแยกให้ชัดว่าออกจากงานเพราะอะไร

ถ้าลูกจ้าง “ลาออกเอง” โดยสมัครใจ โดยทั่วไปจะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพราะค่าชดเชยเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเมื่อมีการเลิกจ้าง ไม่ใช่กรณีลูกจ้างลาออกเอง

แต่ถ้าเป็นกรณี “ถูกเลิกจ้าง” หรือแม้ในเอกสารจะเขียนว่าลาออก แต่ข้อเท็จจริงเป็นการบีบบังคับ กดดัน หรือให้ออกโดยไม่สมัครใจ กรณีนี้อาจต้องพิจารณาว่าเป็นการเลิกจ้างจริงหรือไม่ หากเป็นการเลิกจ้าง ลูกจ้างอาจมีสิทธิเรียกค่าชดเชยหรือเงินอื่นที่เกี่ยวข้องได้

ตัวอย่างที่ควรให้ทนายตรวจ เช่น

  • นายจ้างให้เขียนใบลาออกทันที
  • นายจ้างบอกว่า “ลาออกเองดีกว่า ไม่งั้นจะเลิกจ้าง”
  • นายจ้างปิดงาน ไม่ให้เข้าทำงาน
  • นายจ้างตัดสิทธิการทำงาน ยึดอุปกรณ์ ปิดระบบ
  • นายจ้างบอกว่าไม่ต้องมาทำงานแล้ว
  • นายจ้างโอนย้าย ลดตำแหน่ง หรือลดรายได้จนลูกจ้างจำใจลาออก

กรณีเหล่านี้ แม้มีใบลาออก ก็ยังต้องดูข้อเท็จจริงประกอบ ไม่ใช่ดูแค่ชื่อเอกสารอย่างเดียว

เงินประเภทไหนที่ฟ้องเรียกได้หลังออกจากงาน

เงินที่ลูกจ้างอาจเรียกร้องได้หลังออกจากงาน มีหลายประเภท เช่น

1. เงินเดือนหรือค่าจ้างค้างจ่าย

ถ้าลูกจ้างทำงานไปแล้ว นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างตามที่ตกลงกัน แม้ลูกจ้างจะลาออกภายหลัง นายจ้างก็ยังต้องจ่ายค่าจ้างในส่วนที่ลูกจ้างทำงานไปแล้ว

ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างทำงานถึงวันที่ 20 แล้วลาออก นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างถึงวันที่ทำงานจริง ไม่ใช่ไม่จ่ายทั้งเดือนเพียงเพราะลูกจ้างลาออก

กรณีค่าจ้างค้างจ่าย ควรเก็บหลักฐาน เช่น สลิปเงินเดือน รายการโอนเงิน ตารางเข้างาน สัญญาจ้าง หรือข้อความที่นายจ้างยอมรับว่ายังค้างเงิน

2. ค่าล่วงเวลา หรือ OT

ถ้าลูกจ้างทำงานเกินเวลาทำงานปกติ และลักษณะงานเข้าเงื่อนไขได้รับค่าล่วงเวลา ลูกจ้างสามารถเรียกค่าล่วงเวลาที่ค้างอยู่ได้ แม้ออกจากงานแล้ว

หลักฐานที่ควรมี เช่น

  • ตารางเวลาทำงาน
  • บันทึกเวลาเข้าออก
  • ใบลงเวลา
  • แชทสั่งงานนอกเวลา
  • อีเมลหรือเอกสารมอบหมายงาน
  • พยานร่วมงาน
  • สลิปเงินเดือนที่แสดงว่าไม่ได้จ่าย OT

3. ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด

หากลูกจ้างทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี หรือทำงานล่วงเวลาในวันหยุด อาจมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามกฎหมาย

กรณีนี้ควรตรวจทั้งข้อเท็จจริงและตำแหน่งงาน เพราะลูกจ้างบางประเภทอาจมีเงื่อนไขแตกต่างกัน

4. ค่าคอมมิชชั่น เงินจูงใจ หรือเงินตามผลงาน

ค่าคอมมิชชั่นหรือเงินจูงใจสามารถเรียกได้ หากพิสูจน์ได้ว่าเข้าเงื่อนไขการจ่ายแล้ว เช่น ปิดยอดขายแล้ว บริษัทรับเงินแล้ว หรือมีข้อตกลงว่านายจ้างต้องจ่ายเมื่อเกิดยอดขาย

ปัญหาที่พบบ่อยคือ นายจ้างอ้างว่าลูกจ้างลาออกแล้วจึงไม่จ่ายค่าคอมมิชชั่น ทั้งที่ยอดเกิดขึ้นก่อนลาออก กรณีนี้ต้องดูเงื่อนไขการจ่ายในสัญญาจ้าง ระเบียบบริษัท หรือข้อตกลงที่เคยใช้กัน

5. โบนัส

โบนัสต้องดูว่าเป็นสิทธิที่ลูกจ้างมีแน่นอนแล้วหรือยัง

ถ้าโบนัสเป็นเพียงดุลพินิจของนายจ้าง ยังไม่มีประกาศ ยังไม่มีเงื่อนไขแน่นอน หรือยังไม่ถึงกำหนด อาจเรียกได้ยาก

แต่ถ้าโบนัสมีหลักเกณฑ์ชัดเจน เช่น ประกาศบริษัท ระเบียบการจ่ายโบนัส จ่ายเป็นประจำทุกปี มีการคำนวณชัดเจน หรือมีการอนุมัติแล้วแต่ยังไม่จ่าย ลูกจ้างอาจมีสิทธิเรียกร้องได้ แม้ออกจากงานแล้ว

ประเด็นสำคัญคือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าโบนัสนั้นเป็น “สิทธิ” ไม่ใช่เพียง “ความคาดหวัง”

6. ค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง

ค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงานเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเลิกจ้าง และลูกจ้างทำงานครบเงื่อนไขตามกฎหมาย

ดังนั้น ถ้าลูกจ้างถูกเลิกจ้างและนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ลูกจ้างสามารถเรียกร้องได้ แม้หลังออกจากงานมาแล้ว

แต่ถ้าเป็นการลาออกเองโดยสมัครใจ โดยทั่วไปจะไม่มีสิทธิค่าชดเชย เว้นแต่ข้อเท็จจริงแสดงว่าการลาออกนั้นไม่ใช่ความสมัครใจจริง หรือเป็นการเลิกจ้างแฝง

7. สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ถ้านายจ้างเลิกจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ถูกต้อง ลูกจ้างอาจมีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะสัญญาจ้าง ระยะเวลาการจ่ายค่าจ้าง และข้อเท็จจริงการเลิกจ้าง

แต่ถ้าลูกจ้างลาออกเองโดยไม่เกี่ยวกับการเลิกจ้างจากนายจ้าง โดยทั่วไปจะเรียกเงินส่วนนี้ไม่ได้

อายุความสำคัญมาก

แม้ลูกจ้างจะมีสิทธิเรียกร้อง แต่ถ้าปล่อยไว้นานเกินไป อาจติดปัญหาเรื่องอายุความ ทำให้ฟ้องแล้วถูกต่อสู้ว่าขาดอายุความได้

โดยทั่วไปควรพิจารณาอายุความของเงินแต่ละประเภท เช่น

  • ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด อาจมีอายุความ 2 ปี
  • เงินที่เป็นสินจ้างหรือเงินตอบแทนการทำงานบางประเภท อาจมีอายุความ 2 ปี
  • ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง โดยทั่วไปมักพิจารณาเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีอายุความ 10 ปี
  • โบนัส หากเป็นสิทธิเรียกร้องทั่วไปและไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ อาจใช้อายุความ 10 ปี
  • เงินบางประเภทที่มีกฎหมายแรงงานกำหนดหน้าที่และมีโทษทางอาญาประกอบ อาจต้องพิจารณาอายุความในอีกมิติหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องอายุความในคดีแรงงานควรให้ทนายตรวจเป็นรายกรณี เพราะเงินแต่ละประเภทมีฐานกฎหมายไม่เหมือนกัน และวันเริ่มนับอายุความอาจต่างกัน

ตัวอย่างการแยกสิทธิเรียกร้อง

ตัวอย่างที่ 1
ลูกจ้างลาออกเอง แต่นายจ้างยังค้างเงินเดือนเดือนสุดท้าย กรณีนี้ลูกจ้างอาจเรียกเงินเดือนที่ค้างได้ แต่โดยทั่วไปไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย เพราะเป็นการลาออกเอง

ตัวอย่างที่ 2
ลูกจ้างถูกเลิกจ้างทันที นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยและไม่บอกกล่าวล่วงหน้า กรณีนี้ลูกจ้างอาจเรียกได้ทั้งค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินค้างจ่ายอื่น ๆ

ตัวอย่างที่ 3
นายจ้างให้ลูกจ้างเซ็นใบลาออก แต่ก่อนเซ็นมีการกดดัน บอกว่าไม่เซ็นก็จะมีปัญหา หรือไม่ให้กลับเข้าทำงาน กรณีนี้ต้องดูข้อเท็จจริงว่าเป็นการลาออกโดยสมัครใจจริงหรือไม่ หากไม่ใช่ อาจโต้แย้งว่าเป็นการเลิกจ้างได้

ตัวอย่างที่ 4
ลูกจ้างออกจากงานแล้ว แต่บริษัทไม่จ่ายโบนัสที่ประกาศไว้แล้ว กรณีนี้ต้องดูเงื่อนไขการจ่ายโบนัสว่าลูกจ้างมีสิทธิได้รับก่อนออกจากงานหรือไม่ และบริษัทมีเงื่อนไขว่าต้องยังเป็นพนักงาน ณ วันจ่ายหรือไม่

ควรเตรียมหลักฐานอะไรบ้าง

หากต้องการฟ้องหรือเรียกร้องเงินจากนายจ้าง ควรเตรียมเอกสารและหลักฐานให้ครบ เช่น

  • สัญญาจ้าง
  • หนังสือเลิกจ้าง หรือใบลาออก
  • สลิปเงินเดือน
  • รายการเดินบัญชี
  • บันทึกเวลาเข้าออกงาน
  • ตารางทำงาน
  • หลักฐานการทำ OT
  • แชทหรืออีเมลสั่งงาน
  • ระเบียบบริษัทเกี่ยวกับโบนัส ค่าคอมมิชชั่น หรือค่าตอบแทน
  • ประกาศบริษัท
  • หนังสือทวงถาม
  • แชทที่นายจ้างยอมรับว่ายังค้างเงิน
  • รายชื่อพยานร่วมงาน
  • หลักฐานการถูกบีบให้ลาออก ถ้ามี

ยิ่งมีหลักฐานชัด การประเมินคดีและคำนวณเงินเรียกร้องจะยิ่งทำได้แม่นยำขึ้น

ก่อนฟ้องควรทำอย่างไร

ก่อนฟ้องคดี ควรเริ่มจากตรวจสอบยอดเงินและสิทธิเรียกร้องให้ชัดเจนก่อนว่าเรียกอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ และอ้างอิงจากกฎหมายหรือข้อตกลงใด

แนวทางทั่วไปคือ

  1. ตรวจประเภทเงินที่นายจ้างค้างจ่าย
    แยกว่าเป็นค่าจ้าง OT โบนัส ค่าคอมมิชชั่น ค่าชดเชย หรือเงินประเภทอื่น
  2. ตรวจว่าเป็นการลาออกหรือเลิกจ้าง
    ถ้าเป็นค่าชดเชย ต้องดูว่ามีการเลิกจ้างจริงหรือไม่
  3. คำนวณยอดเงิน
    ควรคำนวณแยกแต่ละรายการ ไม่รวมเป็นก้อนเดียวแบบไม่ชัดเจน
  4. ตรวจอายุความ
    อย่าปล่อยไว้นานจนเสียสิทธิ
  5. ทำหนังสือทวงถาม
    บางกรณีการทวงถามก่อนฟ้องช่วยให้เรื่องจบเร็วขึ้น หรือใช้เป็นหลักฐานได้
  6. ปรึกษาทนายคดีแรงงาน
    โดยเฉพาะกรณีถูกบีบให้ลาออก โบนัส ค่าคอมมิชชั่น หรือมีประเด็นอายุความซับซ้อน

ฟ้องที่ศาลไหน

ข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับสิทธิจากการจ้างงาน โดยทั่วไปอยู่ในอำนาจศาลแรงงาน เช่น ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าชดเชย หรือข้อพิพาทจากการเลิกจ้าง

ลูกจ้างสามารถปรึกษาทนายเพื่อจัดทำคำฟ้องและดำเนินคดีต่อศาลแรงงาน หรือในบางเรื่องอาจเริ่มจากร้องเรียนต่อพนักงานตรวจแรงงานก่อน แล้วแต่ประเภทของสิทธิและแนวทางที่เหมาะสมกับคดี

สรุป: ลาออกแล้ว สิทธิไม่ได้หาย แต่ต้องดูประเภทเงินและอายุความ

การลาออกหรือออกจากงานไปแล้ว ไม่ได้ทำให้สิทธิเรียกร้องเงินที่นายจ้างค้างจ่ายหายไป หากเป็นเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับจริง ลูกจ้างยังสามารถเรียกร้องหรือฟ้องคดีได้

แต่ต้องแยกให้ชัดว่าเงินที่เรียกคืออะไร เช่น ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา โบนัส ค่าคอมมิชชั่น ค่าชดเชย หรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะแต่ละประเภทมีเงื่อนไขและอายุความไม่เหมือนกัน

โดยเฉพาะค่าชดเชย ต้องดูให้ดีว่าเป็นการลาออกเองหรือถูกเลิกจ้าง หากลาออกเองโดยสมัครใจ โดยทั่วไปจะไม่มีสิทธิค่าชดเชย แต่ถ้าข้อเท็จจริงเป็นการถูกบีบให้ออกหรือเลิกจ้างแฝง อาจยังมีประเด็นให้ต่อสู้ได้

หากไม่แน่ใจว่าตนเองยังมีสิทธิเรียกร้องหรือไม่ ควรนำสัญญาจ้าง ใบลาออก หนังสือเลิกจ้าง สลิปเงินเดือน แชท และหลักฐานการทำงานไปปรึกษาทนาย เพื่อประเมินแนวทางก่อนฟ้องคดี

ติดต่อทนายความ

หากท่านมีปัญหากฎหมายเกี่ยวกับ ลาออกมาแล้ว ฟ้องเรียกค่าจ้าง ค่าชดเชย โบนัส หรือเงินค้างจ่ายได้หรือไม่ หรือกฎหมายเรื่องอื่นๆ ต้องการฟ้องคดี ถูกฟ้อง ได้รับหมายศาล ต้องการร่างเอกสาร หรือไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร สามารถส่งรายละเอียดเบื้องต้นให้ทนายตรวจสอบได้
ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น
ประเมินแนวทางคดี
อธิบายขั้นตอนและค่าใช้จ่าย
ร่างคำฟ้อง คำให้การ และคำร้อง
ดูแลการเจรจาและไกล่เกลี่ย
ดำเนินคดีในศาลโดยทนายความ
ปรึกษาทนาย