เวลาสะดวก : 11:00 - 20:00
ติดต่อผ่านไลน์
a 3d image of a judge's hammer on a black background
Published: March 9, 2026

มาตรา 44/1 ป.วิ.อ. กับการฟ้องละเมิดในกฎหมายแพ่ง: ทางเลือกของผู้เสียหายในการเรียกค่าเสียหาย

เมื่อเกิดการกระทำความผิดขึ้น หลายคนมักเข้าใจว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญามีเป้าหมายเพียงอย่างเดียวคือ “การลงโทษผู้กระทำผิด” เช่น การจำคุกหรือปรับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้เสียหายมักได้รับความเสียหายทั้งในด้านทรัพย์สิน ร่างกาย ชื่อเสียง หรือจิตใจ ซึ่งต้องการการเยียวยาในรูปของ “ค่าสินไหมทดแทน” ด้วย

ในระบบกฎหมายไทย ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายได้ 2 แนวทางหลัก คือ

  1. การยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมในคดีอาญาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 และ
  2. การฟ้องคดีแพ่งฐาน ละเมิด ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 โดยดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

แม้ทั้งสองแนวทางมีเป้าหมายเดียวกันคือการชดใช้ความเสียหายแก่ผู้เสียหาย แต่หลักกฎหมาย วิธีการดำเนินคดี และข้อดีข้อจำกัดของแต่ละระบบมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะอธิบายและเปรียบเทียบทั้งสองแนวทางเพื่อให้ผู้เสียหายหรือผู้สนใจเข้าใจทางเลือกทางกฎหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


มาตรา 44/1 ป.วิ.อ.: การเรียกค่าสินไหมในคดีอาญา

มาตรา 44/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นกลไกทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหาก

หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ การรวมการพิจารณาเรื่อง “โทษทางอาญา” และ “ค่าเสียหายทางแพ่ง” ไว้ในคดีเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อพนักงานอัยการฟ้องคดีอาญาต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดนั้นได้

ตัวอย่างเช่น

  • คดีทำร้ายร่างกาย ผู้เสียหายอาจเรียกค่ารักษาพยาบาลและค่าเสียหายต่อร่างกาย
  • คดีฉ้อโกง ผู้เสียหายอาจเรียกเงินที่ถูกหลอกลวงไป
  • คดีทำให้เสียทรัพย์ เช่น รถยนต์ถูกชนหรือถูกทำลาย ผู้เสียหายอาจเรียกค่าซ่อมหรือราคาทรัพย์สิน

ข้อสำคัญคือ เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้เสียหายจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” และสามารถดำเนินการบังคับคดี เช่น การยึดทรัพย์หรืออายัดเงินเดือนของจำเลยได้ตามกฎหมาย


ขั้นตอนการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 44/1

กระบวนการใช้สิทธิ์ตามมาตรา 44/1 โดยทั่วไปจะดำเนินไปตามลำดับดังนี้

ขั้นตอนแรก ผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เมื่อมีการสอบสวนเสร็จสิ้นและมีพยานหลักฐานเพียงพอ สำนวนคดีจะถูกส่งต่อให้พนักงานอัยการเพื่อพิจารณาฟ้องคดีต่อศาล

ขั้นตอนที่สอง เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลแล้ว ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อศาลในสำนวนคดีเดียวกันได้ โดยต้องยื่นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งโดยทั่วไปต้องยื่นก่อนที่ศาลจะเริ่มสืบพยาน

ขั้นตอนที่สาม ศาลจะพิจารณาทั้งประเด็นความผิดทางอาญาและประเด็นค่าเสียหายไปพร้อมกัน กล่าวคือ ศาลจะวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดหรือไม่ และหากกระทำความผิดจริง ผู้เสียหายได้รับความเสียหายเป็นจำนวนเท่าใด

ขั้นตอนสุดท้าย เมื่อศาลมีคำพิพากษา หากศาลเห็นว่าจำเลยมีความผิด ก็อาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยทางอาญา และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายพร้อมกันในคำพิพากษาเดียว


ข้อดีของมาตรา 44/1

มาตรา 44/1 ได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ

ประการแรก ผู้เสียหายไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลในการยื่นคำร้อง เนื่องจากการดำเนินคดีหลักเป็นคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้อง

ประการที่สอง ผู้เสียหายสามารถใช้พยานหลักฐานชุดเดียวกับที่ใช้พิสูจน์ความผิดในคดีอาญาได้ จึงไม่ต้องนำพยานมาสืบซ้ำในคดีแพ่ง

ประการที่สาม การพิจารณาคดีมีความรวดเร็วกว่าการฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหาก เพราะศาลจะวินิจฉัยทั้งสองประเด็นในกระบวนพิจารณาเดียว

ด้วยเหตุนี้ มาตรา 44/1 จึงมักถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “One-Stop Service” ในการเรียกค่าเสียหายในคดีอาญา


การฟ้องละเมิดในกฎหมายแพ่ง

แม้ว่ามาตรา 44/1 จะเป็นช่องทางที่สะดวก แต่ผู้เสียหายยังมีสิทธิเลือกใช้วิธีการฟ้องคดีแพ่งตามกฎหมายละเมิดได้

ฐานกฎหมายสำคัญคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งกำหนดหลักว่า

“ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำให้ผู้อื่นเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”

หลักการของความรับผิดฐานละเมิดประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  1. มีการกระทำ
  2. การกระทำนั้นผิดกฎหมาย
  3. มีความเสียหายเกิดขึ้น
  4. การกระทำนั้นเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย

หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดได้


ขั้นตอนการฟ้องคดีละเมิดตาม ป.วิ.พ.

การฟ้องคดีแพ่งต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งมีขั้นตอนสำคัญหลายประการ

เริ่มต้นจากการยื่นคำฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ โดยทั่วไปศาลที่มีเขตอำนาจคือศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนา หรือศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น

เมื่อศาลรับคำฟ้องแล้ว ศาลจะออกหมายเรียกให้จำเลยมาศาลและยื่นคำให้การโต้แย้งข้อกล่าวหาของโจทก์

หลังจากนั้นศาลจะกำหนดวันนัดชี้สองสถานเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทและพยานหลักฐาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการสืบพยาน

ในขั้นตอนสืบพยาน คู่ความทั้งสองฝ่ายจะนำพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพยานผู้เชี่ยวชาญมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อศาล

เมื่อการพิจารณาคดีเสร็จสิ้น ศาลจะมีคำพิพากษาว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่ และเป็นจำนวนเท่าใด

หากศาลพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย โจทก์สามารถดำเนินการบังคับคดี เช่น การยึดทรัพย์หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลย เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้


ความแตกต่างระหว่างสองระบบ

แม้ทั้งมาตรา 44/1 และการฟ้องละเมิดจะมีเป้าหมายเดียวกันคือการเยียวยาความเสียหาย แต่ทั้งสองระบบมีความแตกต่างที่สำคัญ

ในกรณีของมาตรา 44/1 ผู้เสียหายต้องอาศัยการดำเนินคดีอาญาเป็นหลัก กล่าวคือ ต้องมีการกระทำที่เป็นความผิดทางอาญาและมีการฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการ

ในทางตรงกันข้าม การฟ้องละเมิดไม่จำเป็นต้องมีความผิดทางอาญาเสมอไป ตัวอย่างเช่น อุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทอาจก่อให้เกิดความรับผิดทางแพ่งแม้จะไม่เป็นความผิดอาญาก็ตาม

อีกประเด็นหนึ่งคือ หากศาลยกฟ้องคดีอาญา คำร้องเรียกค่าสินไหมตามมาตรา 44/1 มักจะตกไปด้วย เนื่องจากไม่มีความผิดอาญาเป็นฐานของความรับผิด

อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายยังคงมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งฐานละเมิดได้ แม้คดีอาญาจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม


ผู้เสียหายควรเลือกวิธีใด

การเลือกใช้มาตรา 44/1 หรือการฟ้องคดีละเมิดขึ้นอยู่กับลักษณะของคดี

หากเป็นคดีที่มีความผิดอาญาชัดเจน เช่น ฉ้อโกง ลักทรัพย์ หรือทำร้ายร่างกาย การใช้มาตรา 44/1 มักเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการดำเนินคดี

ในทางกลับกัน หากความเสียหายมีมูลค่าสูงหรือมีประเด็นทางแพ่งที่ซับซ้อน เช่น ความเสียหายทางธุรกิจหรือค่าเสียหายต่อชื่อเสียง การฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากอาจเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายพิสูจน์รายละเอียดของความเสียหายได้อย่างเต็มที่มากกว่า

ประเด็นมาตรา ๔๔/๑ ป.วิ.อ.การฟ้องละเมิดแพ่งปกติ
ค่าใช้จ่ายฟรี ๑๐๐% (ไม่เสียค่าธรรมเนียม)เสีย ๒% + ค่าทนาย + ค่าสืบพยาน
เวลาใช้เวลาเดียวกับคดีอาญา (เร็ว)๑-๓ ปีขึ้นไป
หลักฐานใช้ชุดเดียวกับอัยการได้ต้องพิสูจน์ใหม่ทั้งหมด
ผู้มีสิทธิผู้เสียหายในคดีอัยการฟ้องใครก็ฟ้องได้
เส้นตายก่อนสืบพยาน/ก่อนชี้ขาดอายุความ ๑ ปี/๑๐ ปี

บทสรุป

ระบบกฎหมายไทยเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าเสียหายได้ทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยมาตรา 44/1 เป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้เสียหายสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาได้อย่างสะดวกและประหยัดเวลา ในขณะที่การฟ้องคดีละเมิดตามกฎหมายแพ่งยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในกรณีที่ไม่ได้มีการดำเนินคดีอาญา

การเข้าใจความแตกต่างของทั้งสองแนวทางจะช่วยให้ผู้เสียหายสามารถเลือกใช้กระบวนการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของตนได้มากที่สุด และช่วยให้กระบวนการยุติธรรมสามารถตอบสนองต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ยินดีให้คำปรึกษา

ส่งข้อความผ่านไลน์ (LINE) มาสอบถามก่อนได้ครับ
ติดต่อผ่านไลน์
ทนายความอยู่ในเขตดอนเมือง รังสิต สามารถทำการนัดหมายเพื่อสอบถามข้อมูล หรือปรึกษาได้ โดยรบกวนทำการนัดหมายล่วงหน้า
ในเบื้องต้นขอรบกวนส่งข้อความผ่าน LINE Chat  มาคุยกันก่อนนะครับ
LINEChat
Facebook
Copyright ©AdisakLawyer.com | เว็บไซต์จัดทำโดย Bojo Web
crossmenu